ประเภทที่อยู่อาศัยช่วยจำกัดตัวเลือกได้ แต่คำตอบว่าควรเลือกแบบไหนต้องเริ่มจากคนที่จะอยู่ด้วยกัน ลองเขียนภาพหนึ่งวันธรรมดาของทุกคน ตั้งแต่ตื่นนอน ออกจากบ้าน กลับมากินข้าว จนถึงพักผ่อน แล้วดูว่าพื้นที่แบบใดรองรับกิจกรรมเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องปรับชีวิตมากเกินไป
มองเส้นทางในบ้านมากกว่าตัวเลขพื้นที่
บ้านหลายชั้นอาจแยกพื้นที่ทำงานกับห้องนอนได้ชัด แต่ต้องขึ้นลงบันไดระหว่างวัน คอนโดบางผังรวมทุกอย่างอยู่ชั้นเดียว แต่พื้นที่เก็บของอาจกระจายอยู่หลายจุด ส่วนทาวน์โฮมแต่ละหลังมีตำแหน่งบันไดและที่จอดรถไม่เหมือนกัน จึงควรเดินตามกิจวัตรจริงในแต่ละรายการที่ไปชม
ลองถือกระเป๋าหรือของจำลองจากประตูไปจุดเก็บ เปิดตู้ และเดินจากครัวไปโต๊ะอาหาร จะเห็นข้อจำกัดที่ผังหรือภาพรวมไม่บอก
แยกพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ที่ต้องใช้พร้อมกัน
- หากมีคนประชุมออนไลน์พร้อมกัน มีจุดที่พูดคุยโดยไม่รบกวนกันหรือไม่
- คนกลับดึกต้องเดินผ่านพื้นที่นอนของคนอื่นหรือเปล่า
- มีที่สำหรับงานอดิเรกหรืออุปกรณ์ที่ต้องเก็บเป็นประจำหรือไม่
- แขกที่มาบ้านใช้ห้องน้ำและพื้นที่รับรองโดยไม่ผ่านส่วนส่วนตัวได้แค่ไหน
คิดเรื่องการดูแลตามเวลาที่มี
พื้นที่มากขึ้นอาจหมายถึงจุดที่ต้องทำความสะอาดและดูแลมากขึ้น แต่ภาระจริงขึ้นอยู่กับข้อตกลงและสภาพทรัพย์สินด้วย ให้ถามว่าใครดูแลสวน พื้นที่ด้านนอก อุปกรณ์ และส่วนกลาง รายการใดรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายแล้ว อย่าเหมารวมว่าที่อยู่อาศัยประเภทใดดูแลง่ายเสมอ
ตรวจการเดินทางและที่จอดรถเป็นรายโครงการ
บ้านใกล้ถนนหลักอาจยังต้องใช้รถต่อ ส่วนคอนโดที่ระบุสถานีใกล้เคียงอาจมีทางเดินต่างกันในแต่ละอาคาร ถ้าขับรถ ให้ทดลองจอดและเดินเข้าบ้านพร้อมของ หากไม่ใช้รถ ให้ลองเส้นทางซื้ออาหารและกลับบ้านในเวลาที่ใช้จริงด้วย
ทำรายการ “ต้องมี” เพียงไม่กี่ข้อ
เลือกเงื่อนไขที่เปลี่ยนยาก เช่น จำนวนห้องแยก การขึ้นบันได ระยะเดิน และที่จอดรถไว้ก่อน ส่วนสีผนังหรือชั้นเก็บของอาจเป็นเรื่องที่ปรับภายหลังได้เมื่อได้รับอนุญาต ใช้รายการเดียวกันเทียบทุกประเภท เพื่อไม่ให้คะแนนด้านความสวยกลบข้อจำกัดของชีวิตประจำวัน
แบบฟอร์มสั้น ๆ: คนที่จะอยู่ … / กิจกรรมที่ทำพร้อมกัน … / พื้นที่ที่ต้องแยก … / ของชิ้นใหญ่ … / ข้อจำกัดการเดินทาง … / เวลาดูแลบ้านที่มี …
เปรียบเทียบประกาศบ้านและคอนโด แล้วนำเงื่อนไขเหล่านี้ไปตรวจในวันชมจริง แทนการตัดประเภทใดทิ้งจากภาพจำเพียงอย่างเดียว

